แม้ว่าปัจจุบันจะมีข้อมูลจำนวนประชากรจากทะเบียนราษฎร แต่สำมะโนประชากรและเคหะยังคงมีความจำเป็น เนื่องจาก
1. ข้อมูลจากทะเบียนราษฎรอาจไม่สะท้อนการกระจายตัวของประชากรที่แท้จริง
– ประชากรบางส่วนไม่ได้อยู่อาศัยในที่อยู่ที่ระบุไว้ในทะเบียนราษฎร เช่น นักเรียน คนทำงานที่ย้ายถิ่น หรือแรงงานข้ามจังหวัด
– สำมะโนช่วยให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของการกระจายตัวประชากร และสามารถใช้ในการวางแผนบริการสาธารณะในแต่ละพื้นที่
2. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยข้อมูลประชากรที่ถูกต้อง ณ สถานที่อยู่อาศัยจริง
– ข้อมูลสำมะโนให้รายละเอียดเกี่ยวกับ โครงสร้างอายุ การศึกษา และที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
– ภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่
3. มาตรฐานสากลแนะนำให้ทุกประเทศทำสำมะโนทุก 10 ปี
– องค์การสหประชาชาติ (UN) แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ จัดทำสำมะโนประชากรและเคหะทุก 10 ปี โดยเฉพาะในปีที่ลงท้ายด้วย “0” เช่น ปี 2000, 2010, 2020
– เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลประชากรระหว่างประเทศ และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
สำมะโนประชากรและเคหะจึงเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนพัฒนาประเทศได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร และสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม ซึ่งทะเบียนราษฎรเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ทั้งหมด