จากที่มีข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องตบสะดือ 100 ครั้ง ช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษได้รวดเร็วขึ้น ผ่อนคลายตับ ถุงน้ำดี บำรุงปอด และไต ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน
กรณีที่มีผู้โพสต์คลิประบุว่า ตบสะดือ 100 ครั้ง ช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษได้รวดเร็วขึ้น ผ่อนคลายตับ ถุงน้ำดี บำรุงปอด และไต ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า วิธีการดังกล่าวถึงแม้ไม่มีผลข้างเคียง แต่อาจทำให้คนไข้เสียโอกาสในการรักษา หากคนไข้ทำตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่ทำการรักษาตามวิธีการมาตรฐาน ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวไม่อาจเป็นวิธีการรักษาหลักได้ แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งวิธีในการดูแลสุขภาพตนเองได้ และนอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนจีนยังมีจุดอีกหลายจุดที่ช่วยในประเด็นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เส้นลมปราณเปรียบเสมือนท่อประปาใต้ร่างกาย เชื่อมต่ออวัยวะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นจุดรับและจุดส่งของเสีย การตบสะดือแบบนี้ 100 ครั้ง จะทำให้ร่างกายกำจัดสารพิษได้รวดเร็วขึ้น ปรับสมุดลเลือดและพลังชี่ ช่วยบำรุงไต เนื่องจากจุดเสินเชวี่ยและบริเวณโดยรอบมีความเกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย (การกำจัดสารพิษ) และยังช่วยเสริมรากฐานชีวิต กู้หยางไม่ให้หลุดออก ซึ่งเกี่ยวข้องกับไต และการตบยังเป็นการกระตุ้นเลือดและชี่
ทั้งนี้ ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนจึงอธิบายได้ว่า วิธีดังกล่าวมีสรรพคุณตามที่อ้าง แต่เส้นลมปราณและชี่ไม่ใช่คำเดียวกัน โดยการเปรียบเส้นลมปราณเสมือนท่อประปาใต้ร่างกายสามารถเปรียบได้ แต่ใช้กับชี่ไม่ได้ ทั้งนี้ อาการช่วยให้หลับง่าย ผ่อนคลายตับ ถุงน้ำดี บำรุงปอด ไม่ใช่สรรพคุณของจุดเสินเชวี่ยหรือการตบรอบจุดแต่อย่างใด
ดังนั้นขอเตือนว่า ข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่ www.dtam.moph.go.th หรือโทร 02 5917007
บทสรุปของเรื่องนี้คือ : วิธีการดังกล่าวถึงแม้ไม่มีผลข้างเคียง แต่อาจทำให้คนไข้เสียโอกาสในการรักษา หากคนไข้ทำตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่ทำการรักษาตามวิธีการมาตรฐาน ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวไม่อาจเป็นวิธีการรักษาหลักได้ แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งวิธีในการดูแลสุขภาพตนเองได้